บทความที่ได้รับความนิยม

วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ความรู้เกี่ยวกับเครื่องเสียงรถยนต์ที่ควรรู้

ความรู้เกี่ยวกับเครื่องเสียงรถยนต์ที่ควรรู้


  สำหรับชุดเครื่องเสียงที่ใช้ฟังเพลง  ก็ควรเลือกที่ใช้สำหรับฟังเพลงเพียงอย่างเดียว  ประเภทดูหนังเผื่อไว้ด้วย  คอเพลงขนานแท้ท่านว่าที่สามารถดูหนังได้จะฟังเพลงไม่ไพเราะ  เสียงขาดความกังวาน  เนื่องจากต้องมีการทำงานในหลากหลายหน้าที่  และควรเลือกที่มีภาคปรีเอ้าท์สูงสักหน่อยอย่างต่ำๆก็ควรมีสัก  4  โวลท์  อนาคตต่อเพาเวอร์แอมป์สักเครื่อง  จะได้พละกำลังและคุณภาพเสียงที่ดี  ถ้าจะให้ดีควรมีขั้วต่อภาคปรีเอ้าท์  3  ชุด  สำหรับการต่อเพาเวอร์แอมป์ขับลำโพงชุดหน้าและชุดหลังพร้อมช่องซับวูฟเฟอร์เอ้าท์  เพื่อการใช้งานกับเพาเวอร์แอมป์ขับซับวฟเฟอร์โดยเฉพาะ  

      ความจำเป็นของปรีแอมป์  ถ้าในกรณีที่เลือกเฮดยูนิตคุณภาพดี  มีภาคปรีเอ้าท์แรงดันสูงหรือมีขั้วต่อครบสำหรับลำโพงชุดหน้า-หลังและซับวูฟเฟอร์  การเพิ่มปรีแอมป์ก็ไม่จำเป็นนัก  ยกเว้นเสียแต่ว่าอยากได้การปรับแต่เสียงตามใจชอบ  เพิ่มเสียงในช่วงความถี่ต่างๆ  หรือต้องการบุคลิกของปรีแอมป์มาช่วยเสริมคุณภาพเสียง  เช่น  ปรีแอมป์ที่มีหลอดร่วมทำงาน  อันนี้ก็ตามสะดวกใจ  แต่ในลำดับต้น  ควรเลือกฟร้อนท์ที่มีคุณภาพดีและทุ่มงบไปที่ฟร้อนท์ก่อนนึกถึงปรีแอมป์ครับ

     เพาเวอร์แอมป์  เลือกอย่างไร  ควรใช้เพาเวอร์แอมป์กี่แชนแนล  ระบบคลาสเอบี  คลาสดี  หรือว่าคลาสไหนเหมาะสมอย่างไร   ประเด็นแรกสุดคือดูความต้องการของระบบเสียงในรถ  ในกรณีที่มีลำโพงชุดหน้าและหลังก็ควรจะใช้เพาเวอร์แอมป์ 4  แชนแนล  สำหรับขับลำโพงชุดหน้าและหลัง  ถ้ามีลำโพงซับวูฟเฟอร์ร่วมด้วย  เพาเวอร์แอมป์  5  แชนแนลดูจะครบ  ตรงความต้องการมากกว่า  ทั้งสามารถขับลำโพงชุดหน้าและชุดหลังรวมถึงขับซับวูฟเฟอร์  แต่ในบางกรณีอาจใช้เพาเวอร์แอมป์  4  แชนแนล  โดยใช้ขับลำโพงคู่หน้าและบริดจ์เพื่อขับลำโพงซับวูฟเฟอร์  ลำโพงคู่หลังปล่อยให้เป็นหน้าที่สำหรับไฮเพาเวอร์จากฟร้อนท์  แต่อย่าลืมว่าการมีเพาเวอร์แอมป์แยกขับลำโพงหลายตัวก็จะดีกว่าในด้านพลังเสียงที่ได้



     เพาเวอร์แอมคลาสเอบีและคลาสดี  เทียบความแตกต่างกันในด้านบุคลิกเสียงจะพบว่า  คลาสเอบีส่วนใหญ่ให้เสียงได้ราบรื่นกว่า  มีการแยกน้ำหนักเสียงดังเบาได้เด่นชัดกว่า  สำหรับคลาสดีนั้น  ส่วนใหญ่ถูกสร้างมาให้ทำงานเฉพาะช่วงความถี่  โดยจะทำงานช่วงความถี่ต่ำสำหรับให้นำไปขับลำโพงซับวูฟเฟอร์โดยเฉพาะ  ในเรื่องเสียงให้พละกำลังได้มากกว่า  เหมาะสำหรับชุดเครื่องเสียงที่ต้องการพละกำลังจากเพาเวอร์แอมป์  สำหรับสร้างพลังเสียง  แต่ในเรื่องรายละเอียดและการแยกน้ำหนักเสียง  เพาเวอร์แอมป์คลาสเอบีสามารถทำได้ดีกว่า  อันนี้เทียบกันด้วยคุณภาพและราคาที่เท่าเทียมกันนะครับ

     ไบแอมป์-ไทรแอมป์  ชุดเครื่องเสียงใดมีเพาเวอร์แอมป์ในระบบมากกว่า  1  เครื่อง  ย่อมให้พลังเสียงที่มากกว่ามีเครื่องเดียว  การเล่นแบบไบแอมป์(แอมป์ 2 เครื่อง)หรือไทรแอมป์(แอมป์ 3 เครื่อง)  พลังเสียงที่ขับลำโพงก็จะยิ่งมากตามไปด้วย  พลังเสียงที่เพิ่มขึ้นมาจะช่วยแยกน้ำหนักเสียง  เพิ่มแรงปะทะ  รวมถึงสามารถขับลำโพงได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น  แต่การมีเพาเวอร์แอมป์มากกว่า  1  เครื่อง  จะต้องเพิ่มเงินในส่วนของค่าสายต่างๆ  ซึ่งอาจจะต้องลดคุณภาพและราคาของเพาเวอร์แอมป์เพื่อให้ได้ปริมาณดังที่ตั้งใจ  และการมีเพาเวอร์หลายเครื่อง  ส่งผลถึงการจูนเสียงที่ยากขึ้น  มีผลต่อสมดุลเสียง  การทุ่มงบไปกับเพาเวอร์แอมป์คุณภาพเพียงเครื่องเดียว  ย่อมเป็นทางออกที่ประหยัดและไม่ยุ่งยากในภายหลัง

     กำลังวัตต์จำเป็นไหมที่ต้องเลือกสูงๆ  ในเพาเวอร์แอมป์บางเครื่องบอกกำลังขับไว้สูงมาก  แต่ไม่ได้หมายความว่าเพาเวอร์แอมป์เครื่องนั้นจะให้ประสิทธิภาพ  พละกำลัง  แสดงรายละเอียดของเสียงออกมาได้อย่างดี  กับเพาเวอร์แอมป์บางเครื่อง  บอกกำลังขับไม่สูงนัก  แต่มีพลังผลักดันลำโพงให้ถ่ายทอดพลังและรายละเอียดเสียงได้อย่างมีคุณภาพที่ดี  กำลังวัตต์จึงไม่ใช่ตัวเลขสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อเพาเวอร์แอมป์สักเครื่อง  ให้พิจารณาไปที่คุณภาพการผลิต  ชิ้นส่วนในการผลิต  รวมถึงชื่อของผู้ผลิต  อันจะทำให้มั่นใจว่าได้สินค้าที่มีคุณภาพ  เหนือใดอื่นคือต้องลองฟังด้วยตนเอง

       ลำโพง  การเลือกลำโพงไม่ยากครับ  เพราะเป็นอุปกรณ์เครื่องเสียงที่มองเห็นได้ชัดเจนแทบจะทุกสัดส่วน  แต่การเลือกลำโพงให้ได้คุณภาพที่ดี  คุ้มราคา  และถูกหูเมื่อฟัง  ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใช้เพียงสายตาดูเลยละครับ

       ลำโพงมีหลากหลายรูปแบบ  รวมถึงหลาหลายวัสดุและกรรมวิธีที่ใช้การผลิต  คุณภาพเสียงที่ได้จึงแตกต่างกันไป  ลองมาดูว่าควรเลือกใช้ลำโพงแบบไหนในกรณีอย่างไร

       ลำโพงแกนร่วม  ลำโพงชนิดนี้ดอกลำโพงเสียงแหลมมักจะอยู่ร่วมเป็นชิ้นเดียวกับตัวดอกลำโพงเสียงกลางทุ้ม เรียกว่าไปติดตรงไหนไปด้วยกัน  แยกกันไม่ออก  อาจจะมีพาสซีพครอสโอเวอร์แยกมาให้หรือติดตั้งอยู่กับตัวดอกลำโพง  ขึ้นอยู่กับคุณภาพของลำโพงนั้นๆ  ส่วนมากเราใช้ลำโพงแกนร่วมสำหรับเป็นลำโพงคู่สำรองหรือคู่ที่ไม่ได้เน้นการฟังเพลง  เพียงแค่ต้องการเสียงเบาๆจากลำโพงนี้เท่านั้น  เช่น  ติดลำโพงคู่หน้าและคู่หลัง  เพื่อประหยัดงบประมาณก็สามารถติดลำโพงแกนร่วมด้านหลังได้  เนื่องจากไม่ได้เน้นคุณภาพเสียงเท่าคู่หน้า  ติดเพียงเพื่อให้สมาชิกที่นั่งหลังมีส่วนร่วมในการฟังเพลง      

        ลำโพงแยกชิ้น  2  ทาง  เป็นชุดลำโพงที่ได้รับความมิยมและเลือกใช้มากที่สุดในการเลือกเครื่องเสียงรถยนต์  เหตุเพราะว่ามีเพียงดอกลำโพงเสียงแหลมและเสียงกลางทุ้มอุปกรณ์น้อยชิ้นติดตั้งไม่ยุ่งยาก  มีให้เลือกฟังเลือกใช้งานหลากหลายยี่ห้อ  ตามคุณภาพและวัสดุที่ใช้ผลิต  ในการเลือกลำโพงนั้นจำเป็นที่สุดคือต้องลองฟัง  ลำโพงบางคู่ให้เสียงธรรมดาเมื่อขับด้วยเพาเวอร์เครื่องหนึ่ง  แต่จะให้คุณภาพเสียงที่ดีเยี่ยมเมื่อขับด้วยเพาเวอร์แอมป์อีกยี่ห้อหนึ่ง  เพราะฉะนั้นท่านผู้อ่านลองฟังลำโพง  ควรลองฟังหลายหลายชุดสลับเปลี่ยนกัน  เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงเต็มประสิทธิภาพที่ลำโพงคู่หนึ่งจะให้ได้  และอย่าตัดสินลำโพงคู่นั้นด้วยการฟังเพียง  5  นาทีหรือแค่เพลงเดียว    

      ลำโพงแยกชิ้น  3  ทาง  กำลังมาแรงและเป็นที่ได้รับความนิยม  มากที่สุดที่เห็นคงจะเป็นในส่วนของการแข่งขันสนามต่างๆ  ว่ากันว่า  3  ทางให้เสียงกลางที่ดี  สามารถยกเวทีเสียงให้สูงได้  เมื่อติดตั้งอย่างเหมาะสม  แต่ด้วยจำนวนดอกลำโพงที่มากขึ้น  อาจเกิดปัญหาความไม่สมดุลของเสียง  หรือการออกแบบพาสซีพครอสโอเวอร์ไม่ดีพอ ก็จะทำให้ลำโพงนั้นขาดความไพเราะ  

        ลำโพง  6  คูณ  9  นิ้ว  หรือที่นิยมเรียกกันว่าลำโพงรูปไข่  เนื่องจากมีรูปลักษณ์ที่เป็นวงรี  ลำโพงประเภทนี้เหมาะสำหรับท่านที่ต้องการพลังและปริมาณเสียงทุ้มมากกว่าลำโพงแยกชิ้น  2-3  ทางสักหน่อย  เนื่องจากตัวดอกลำโพงเสียงกลางทุ้มมีขนาดที่ใหญ่  จึงผลักดันปริมาณเสียงทุ้มออกมาได้มากกว่า  เป็นอีกทางเลือกสำหรับงบประมาณที่จำกัด  แต่ต้องการปริมาณของเสียงทุ้มที่เพิ่มขึ้น

       สำคัญที่สุดสำหรับลำโพงไม่ใช้การเลือกซื้อครับ  แต่เป็นการติดตั้งที่พิถีพิถัน  ใส่ใจในการหาตำแหน่งที่ดีที่ตรงตามต้องการของท่านผู้อ่านให้มากทั้งสุด  ทั้งความสวยงามและคุณภาพเสียง

       ลำโพงซับวูฟเฟอร์  เป็นลำโพงที่ว่ากันด้วยเรื่องเสียงทุ้มอย่างเดียวครับ  ทุ้มต้นทุ้มลึกก็ล้วนออกมาจากลำโพงซับวูฟเฟอร์  ผู้อ่านท่านใดไม่พอใจเสียงทุ้มจากลำโพงกลางแหลมคู่เดิม  อยากได้เสียงทุ้มอิ่มลึก  พลังเสียงที่กระแทกกระทั้น  ก็คงจะต้องกล่าวกันถึงลำโพงซับวูฟเฟอร์  การเลือกลำโพงประเภทนี้ไม่ยากนักครับ  วัสดุที่ใช้ทำกรวยลำโพงควรแข็งแกร่ง  รวมถึงขอบเซอร์ราวน์ควรเหนียวนุ่ม  มีความยืดหยุ่นสูง  สไปเดอร์ควรยึดกระบอกวอยส์คอยของลำโพงได้เป็นอย่างดี  โครงลำโพงต้องแข็งแกร่ง  ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาจะส่งผลต่อการรับกำลังขับสูงๆ  แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ  การหาปริมาณและตำแหน่งที่ติดตั้งของตู้ลำโพงซับวูฟเฟอร์ครับ

       อุปกรณ์เสริมประเภทสายต่างๆ   ควรให้ความสำคัญครับ  ส่งผลโดยรวมต่อคุณภาพเสียงทั้งนั้น  ไม่ว่าจะเป็นสายไฟ  สายสัญญาณ  สายลำโพง  อย่าคิดว่าสายแบบไหนก็ส่งผ่านสัญญาณเสียงและกระแสไฟได้เหมือนกัน  สายไฟที่ผลิตจากตัวนำที่ดีย่อมส่งผลถึงคุณภาพในการไหลผ่านของกระแสไฟ  รวมถึงขนาดก็มีความสำคัญของปริมาณกระแสไฟที่ไหลผ่าน  สายสัญญาณส่งผลต่อรายละเอียดที่มาจากเฮดยูนิตเพื่อนำสู่ภาคขยายของเพาเวอร์แอมป์  สัญญาณเสียงจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร  ครบถ้วนตกลงหล่นขาดหายหรือไม่  คุณภาพของสายสัญญาณเป็นตัวกำหนดสำคัญ  สายลำโพงคุณภาพของตัวนำและขนาดส่งผลโดยตรงต่อรายละเอียดและพลังเสียง  เมื่อต้องใช้สายลำโพงที่มีขนาดยาว  ก็ยิ่งควรให้ความสำคัญกับคุณภาพสายลำโพงให้มากขึ้น  เพื่อคุณภาพเสียงไม่ตกหล่นก่อนเข้าสู่การทำหน้าที่ของดอกลำโพงครับ

     คำกล่าวทั้งหมดในการเลือกใช้อุปกรณ์เป็นเพียงแนวทางในการตัดสินใจ  หลังจากท่านผู้อ่านตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องเสียงเพื่อฟังเพลงสักชุด  ควรให้ความสำคัญต่อการติดตั้ง  เพราะเครื่องเสียงอุปกรณ์เหมือนกัน  สิ่งที่จะทำให้แตกต่างกันมากที่สุดคืองานติดตั้ง  ใส่ใจสักนิดก่อนจ่ายเงินเพื่อให้ได้ชุดเครื่องเสียงที่ถูกใจ  คุณภาพเสียงไพเราะเข้าหูครับผม

ที่มา http://www.rocketsound.co.th

วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

New Honda CR-V 2013 สเปค ราคา ความคุ้มค่า

 New Honda CR-V 2013 สเปค ราคา ความคุ้มค่า


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก automobiles.honda.com

Honda CR-V 2013

          หลังจากที่รอคอยกันมานาน สำหรับรถยนต์อเนกประสงค์เอสยูวีรุ่นล่าสุดของทางค่ายฮอนด้า "นิว ฮอนด้า ซีอาร์-วี" (New Honda CR-V) ในที่สุดทางค่ายได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมเผยราคาจำหน่ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรียกได้ว่าทางฮอนด้าจัดหนักและจัดเต็ม เพื่อหวังครองตลาดบ้านเราให้ได้ทั้งหมดภายในปีนี้



          สำหรับ นิว ฮอนด้า ซีอาร์-วี ตัวล่าสุดนี้ จัดเป็นรุ่นที่ 4 ของตระกูล ซีอาร์-วี ที่ออกแบบโดยเน้นความหรูหราโฉบเฉี่ยวมากขึ้น ด้วยไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ดีไซน์ใหม่ที่ให้ความรู้สึกเท่มากขึ้น กระจังหน้าดีไซน์ใหม่แบบ 3 ชั้นพร้อมคิ้วโครเมียม ไฟท้ายและไฟเบรกแบบมัลติรีเฟล็กเตอร์พร้อมกันชนท้ายขนาดใหญ่เฉพาะตัว และล้ออัลลอยด์ 5 ก้านขนาดใหญ่สุดเนี้ยบ ซึ่งทั้งหมดออกแบบมาได้อย่างกลมกลืน ส่วนสมรรถนะเบื้องต้น เครื่องยนต์จะมี 2 รุ่นได้แก่ เครื่องยนต์ 4 สูบ 16 วาล์ว แบบ SOHC i-VTEC ขนาด 2.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 155 แรงม้า แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 190 นิวตันเมตร และเครื่องยนต์ 4 สูบ 16 วาล์ว แบบ DOHC i-VTEC ขนาด 2.4 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 170 แรงม้า



       แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 220 นิวตันเมตร ซึ่งเครื่องยนต์ทั้ง 2 รุ่นนั้น มีทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ผสานกับระบบควบคุมอัจฉริยะ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ได้อย่างสะดวก รวมทั้งช่วยลดแรงเสียดทานและการสั่นสะเทือนได้อย่างดี นอกจากนี้ยังมีระบบอีโค แอสซิสต์ (Eco Assist) ที่ช่วยประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นไปอีก และยังสามารถรองรับการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงเอทานอล E85 ได้อีกด้วย

All-New Honda CR-V 2013 rear red colour

          ด้านภายในห้องโดยสารจะเน้นความกว้างขวางมากกว่ารุ่นเดิม เพราะเป็นรถเอสยูวีสำหรับครอบครัวขนาดย่อมอย่างแท้จริง โดยเป็นรถขนาด 5 ที่นั่ง ซึ่งที่นั่งด้านหลังคนขับนั้นพับเก็บได้เพื่อเพิ่มพื้นที่ความจุในห้องวางของได้มากขึ้น วัสดุภายในรถไล่ตั้งแต่พรม หนังหุ้มคอนโซล เบาะที่นั่ง ทั้งหมดใช้วัสดุคุณภาพดีทั้งสิ้น ตัวคอนโซลรถมีการปรับปรุงใหม่ที่มาพร้อมหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะ (i-MID) ซึ่งสามารถช่วยนำทาง บอกปริมาณน้ำมัน เชื่อมต่อสัญญาณสมาร์ทโฟนระบบ Bluetooth รวมไปถึงมีหน้าจอแอลซีดีไว้เลือกชมเพื่อความบันเทิง เรียกได้ว่าเป็นรถเอสยูวีที่หรูหราและอเนกประสงค์แบบสุด ๆ

All-New Honda CR-V 2013 Engine

          สำหรับผู้ที่กำลังสนใจ นิว ฮอนด้า ซีอาร์-วี ทางบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ก็ไม่ปล่อยให้ต้องรอกันนานอีกต่อไป เพราะในตอนนี้ได้วางจำหน่ายและเผยถึงราคาออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีจำหน่ายทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่รุ่น 2.0 S แบบขับเคลื่อน 2 ล้อ ราคา 1,164,000 บาท รุ่น 2.0 E แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคา 1,274,000 บาท รุ่น 2.4 EL 2WD แบบขับเคลื่อน 2 ล้อ ราคา 1,440,000 บาท และรุ่น 2.4 EL แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคา 1,524,000 บาท ซึ่งทางบริษัทตั้งเป้าการขายไว้ที่ 20,000 คัน ภายใน 1 ปี

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

น้ำมันแก๊สโซฮอล์คืออะไร


น้ำมันแก๊สโซฮอล์คืออะไร

          แก๊สโซฮอล์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการผสมระหว่างเอทานอล หรือ ที่เรียกว่า เอทิลแอลกอฮอล์ (ETHYL ALCOHOL) ซึ่งเป็น แอลกอฮอล์ ที่ได้จากการแปรรูปจากพืชจำพวกแป้งและน้ำตาล เช่น อ้อย ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ฯลฯ และเป็นแอลกอฮอล์ บริสุทธิ์ 99.5 % โดยปริมาตร ผสมกับน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วออกเทน 91 (ชนิดที่มีคุณสมบัติบางตัวต่างจากเบนซิน 91 ที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน) ในอัตราส่วนเบนซิน 9 ส่วน เอทานอล 1 ส่วน จึงได้เป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ออกเทน 95



          ส่วนที่เรียกแก๊สโซฮอล์นั้น ทับศัพท์มาจากภาษาอังกฤษจากคำว่า GASOLINE และ ETHANOL รวมกันเป็น GASOHOL สำหรับการผสมแอลกอฮอล์ในน้ำมันเบนซินในข้างต้น เป็นในลักษณะของสารเติมแต่งปรับปรุงค่า Oxygenates และออกเทน (Octane) ของน้ำมันเบนซิน ซึ่งสามารถใช้ทดแทนสารเติมแต่งชนิดอื่นที่นิยมใช้ในปัจจุบัน คือ MethyL-Tertiary-ButyL-Ether (MTBE) ซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศมูลค่าหลายพันล้านต่อปี


น้ำมันแก๊สโซฮอล์ (GASOHOL)
        ทุกวันนี้ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินที่ลิตรละเกือบ 30 บาท ได้ทำลายสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์วงการราคาน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทยและกลายเป็นประเด็นปัญหาสำคัญที่สุดในทุกวงการได้พูดคุยถกเถียงกันหนาหู ถึงราคาที่ปรับขึ้นจนใกล้เข้าสู่จุดวิกฤตอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้สืบเนื่องจากราคาน้ำมันตลาดโลกที่ขยับสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่องด้วยประเทศไทยจำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเกือบทั้งหมด และยังคงต้องพึ่งพิงน้ำมันอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องพยายามหาแหล่งพลังงานทดแทนในประเทศมาใช้แทนน้ำมัน และหาแนวทางการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
 Image


       จากความต้องการของพลังงานขั้นสุดท้ายของประเทศไทยในปี พ.ศ.2548 พบว่า ภาคขนส่งมีการใช้พลังงานมาที่สุดคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 38 เกือบทั้งหมดเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งต้องนำเข้าเป็นส่วนใหญ่ในปี พ.ศ. 2548 ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 700,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากแหล่งข้อมูลต่อไปนี้ 
"แก๊สโซฮอล์"
ที่มา energy.go.th

วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Jeep Grand Cherokee SRT-8 สเปค ราคา ความคุ้มค่า

Jeep Grand Cherokee SRT-8 สเปค ราคา ความคุ้มค่า

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก leftlanenews.com

          ถ้าพูดถึงรถจี๊ป คุณคงนึกถึงรถใหญ่ ๆ ที่เหมาะสำหรับการขับเที่ยวลุยป่าลุยเขาหรือพื้นผิวที่ลำบากได้เพียงอย่างเดียว แต่หลังจากที่ได้เห็นรถแรงของจี๊ปคันล่าสุดที่เพิ่งจะเปิดตัวออกมานี้ เห็นทีว่าภาพลักษณ์เดิม ๆ ของจี๊ปในความคิดคุณอาจจะเปลี่ยนไป เมื่อจี๊ปได้ผลิต Jeep Grand Cherokee SRT-8 รถจี๊ปรุ่นล่าสุดที่มาความเร็วสูงสุดเท่าที่เคยผลิตมา


          โดยรถจี๊ปรุ่น SRT นี้เป็นการปรับปรุงรุ่น แกรนด์ เชโรกีขึ้นมาใหม่ ตัวย่อ SRT มาจาก Street and Racing Technology ซึ่งเป็นแผนกพัฒนาระบบเครื่องยนต์ขั้นสูงของบริษัทไครสเลอร์ ( Chrysler ) ส่วนรหัส 8 ที่ต่อท้ายหมายถึงเครื่องยนต์ V8 เวอร์ชั่นแรงของแกรนด์ เชโรกี มีเครื่องยนต์แบบใหม่ล่าสุด HEMI V8 ด้วยเทคโนโลยีประหยัดน้ำมัน ความจุ 6.4 ลิตร สามารถวิ่งได้ถึง 800 กิโลเมตร สำหรับน้ำมันถังแรก ขณะที่ถังต่อมาได้ประมาณ 720 กิโลเมตร


          ด้านเครื่องยนต์ผลิตกำลังได้ประมาณ 470 แรงม้า และแรงบิดประมาณ 63 กิโลกรัมต่อเมตร อัตราเร่งทำได้ 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลา 4.8 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 257 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและระยะเบรคจาก 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจนหยุดนิ่ง อยู่ที่ 35 เมตร ส่วนระบบเกียร์นั้นเป็นแบบ LSD ( Limited Slip Differential ) ที่ช่วยแก้ปัญหาเวลารถตกหล่ม ลดอาการล้อฟรี ช่วยควบคุมการสะเทือนและทรงตัวของรถได้อีกด้วย พร้อมระบบขั้นสูงจาก Brembo

          สำหรับจี๊ป แกรนด์ เชโรกี SRT-8คันนี้ ได้ออกจำหน่ายให้ผู้ที่ชื่นชอบรถลุยแรง ๆ เรียบร้อยแล้ว โดยราคาประมาณอยู่ที่ 61,160 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,960,000 บาทไทย

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

โตโยต้า เซลิก้า 7 Generation

โตโยต้า เซลิก้า 7 Generation



Generation ที่ 1 (รุ่นปี พ.ศ. 2513-2521)

เซลิก้า โฉมที่ 1 มีรหัสตัวถัง A20 กับ A35 ออกสู่ตลาดในเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2513 โดยใช้เครื่องคาบิวเรเตอร์สี่สูบ 1600, 1900, 2000 และ 2200 ซีซี

มีลักษณะตัวถัง 2 แบบ คือ liftback 3 ประตู และ hardtop 2 ประตู เซลิก้าโฉมนี้ได้ชื่อว่าเป็นรุ่นที่มีคุณลักษณะและรายละเอียดเทียบเท่ากับรถ ฟอร์ด มัสแตง ของสหรัฐอเมริกา (ฟอร์ด มัสแตง ในอเมริกา เป็นรถที่โด่งดังและประสบความสำเร็จสูงมาก ซึ่งเป็นรถที่ครองสถิติประสบความสำเร็จในระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์วงการรถ) จนได้รับฉายาว่า "มัสแตงญี่ปุ่น" (Japanese Mustang)
มีระบบเกียร์ให้เลือกซื้อ 3 ระบบ คือเกียร์อัตโนมัติ 3 สปีด, ธรรมดา 4 สปีด และธรรมดา 5 สปีด


โตโยต้า เซลิก้า โฉมที่ 2



เซลิก้า โฉมที่ 2 มีรหัสตัวถัง A40 ออกสู่ตลาดครั้งแรกในเดือน สิงหาคม พ.ศ. 2520 แต่ได้ขึ้นแท่นแทนโฉมที่ 1 ใน พ.ศ. 2521 โดยมีทริมแบบ ST และ GT
มีเครื่องยนต์ 4 ขนาด คือ 1600, 1800, 2000, 2200 ซีซี ซึ่งพัฒนาระบบความปลอดภัยและการประหยัดน้ำมันมากกว่ารุ่นแรก และรุ่นนี้มีตัวถัง 2 แบบคือ coupe 2 ประตู และ liftback 3 ประตู
เซลิก้า โฉมที่ 2 ได้รางวัล "รถยนต์นำเข้าประจำปี" ในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2521 ต่อมาในปี พ.ศ. 2523 โตโยต้าได้ผลิตรถบ้านที่ผสมผสานเทคโนโลยีรถสปอร์ตเข้าไปด้วย เป็นรถ 4 ประตู ชื่อรุ่น "โตโยต้า เซลิก้า คัมรี่" หรือ "โตโยต้า คารีนา" ซึ่งขายดีมาก ทำให้สองปีต่อมา โตโยต้าได้มีการแยกเอารุ่นคัมรี่ออกจากตระกูลเซลิก้า และตั้งเป็นรถตระกูลใหม่ในชื่อ โตโยต้า คัมรี่
[แก้]Generation ที่ 3 (รุ่นปี พ.ศ. 2525-2529)



โตโยต้า เซลิก้า โฉมที่ 3

เซลิก้ายุค 3 มีรหัสตัวถัง A60 ออกมาเปิดตัวครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2524 ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์และใช้เครื่องยนต์ 4 ขนาด คือ 1600 1800, 2000 และที่เด่นที่สุดคือเครื่องแบบ 22RE 2400 ซีซี ขับเคลื่อนล้อหลัง
ในรุ่นปี พ.ศ. 2526 โตโยต้า ได้เพิ่มทริม GT-S สำหรับรถสปอร์ต ซึ่งรวมขนาดล้อที่ใหญ่ขึ้น แก้มล้อที่ใหญ่ขึ้น independent rear suspension และการตกแต่งภายในแบบรถสปอร์ต ได้แก่ เบาะรถสปอร์ต พวงมาลัยหุ้มด้วยหนัง และกระปุกเกียร์แบบรถสปอร์ต
โฉมนี้ มี 3 รูปแบบตัวถัง คือ liftback 3 ประตู, coupe 2 ประตู และ convertible 2 ประตู

โตโยต้า เซลิก้า โฉมที่ 4




เซลิก้ายุค 4 มีรหัสตัวถัง T160 ออกมาเปิดตัวครั้งแรกในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2528 ได้มีการเปลี่ยนโฉมใหม่หมด โดยเปลี่ยนมาใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า กับแบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ตัวถังรถเริ่มลดความเหลี่ยมลงเมื่อเทียบกับโฉมก่อนๆ และเครื่องยนต์สี่สูบ 1600, 1800 และ 2000 ซีซี ในรุ่นนี้มีทริมแบบ ST, GT และ GT-S โดยในรุ่นทริม GT เปิดประทุนมีหลังคาแบบอ่อนขึ้น รุ่นทริม ST และ GT มากับเครื่อง 2S-E SOHC 8 วาล์ว 2000 ซีซี 92 แรงม้า และได้เปลี่ยนเป็นเครื่องเครื่อง 3S-FE DOHC 116 แรงม้า ในปี พ.ศ. 2530 ซึ่งเป็นเครื่องที่ใช้ร่วมกับแคมรี รุ่นทริม GT-S ใช้เครื่อง 3S-GE DOCH 2000 ซีซี 135 แรงม้า
ในปี พ.ศ. 2531 โตโยต้าได้แนะนำเครื่อง GT-Four (ชื่อในสหรัฐว่า All-Trac) โดยเป็นรถขับเคลื่อนทุกล้อพร้อมกับเทอร์โบชาร์จ ภายใต้เครื่อง 3S-GTE 190 แรงม้า 2000 ซีซี ซึ่งได้กลายมาเป็นรถแรลลีอย่างเป็นทางการของโตโยต้า

โฉมนี้ มีตัวถัง 3 แบบ คือ liftback 3 ประตู, coupe 2 ประตู และ convertible 2 ประตู ระบบเกียร์มีให้เลือกซื้อ 2 ระบบ คือ อัตโนมัติ 4 สปีด และธรรมดา 5 สปีด




โตโยต้า เซลิก้า โฉมที่ 5
โฉมที่ 5 เปิดตัวครั้งแรกในเดือนกันยายน พ.ศ. 2532 มีรหัสตัวถัง T180 โฉมนี้ได้ปรับเปลี่ยนรูปทรงไป โดยให้รถโค้งมนตลอดคัน แทนที่จะเหลี่ยมๆ เหมือนรุ่นก่อน และพัฒนาล้อและยาง โดยในอเมริกาเหนือ ทริม GT และ GT-S ใช้เครื่อง 5S-FE 2200 ซีซี ขณะที่ทริม ST สปอร์ต ใช้เครื่อง 4AFE 1600 ซีซี โดยทั้งหมดเป็น DOHC 16 วาล์ว โดยในปี พ.ศ. 2534 ได้มีการเปลี่ยนแปลงเครื่องเล็กน้อยเป็น 135 และ 145 แรงม้า
ในรุ่น GT และสูงกว่าได้มีการนำมาใช้ระบบเบรกแอนตีล็อก รวมถึงอุปกรณ์เสริมต่างๆเพิ่มความหรูหราให้กับเซลิก้า
รถโฉมนี้มีระบบเกียร์ให้เลือกซื้อ 2 ระบบ คือ อัตโนมัติ 4 สปีด และธรรมดา 5 สปีด วงการรถไทยนิยมเรียกว่า "โฉม Pop-Up"
เซลิก้าโฉมที่ 5


โตโยต้า เซลิก้า โฉมที่ 6

เซลิก้าโฉมที่ 6 มีรหัสตัวถัง T200 เริ่มต้นผลิตในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2536 และส่งเข้าตลาดแทนที่โฉมที่ 5 ในรุ่นปี พ.ศ. 2537
เซลิก้าโฉมนี้ รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ จะมีรหัสตัวถัง ST202-ST204 และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ จะมีรหัสตัวถัง ST205

มีตัวถัง 3 รูปแบบ ได้แก่ liftback 3 ประตู, notchback 2 ประตู และ convertible 2 ประตู ความจุถังน้ำมันประมาณ 60.2 ลิตร
มีระบบเกียร์ 2 ระบบ คือ อัตโนมัติ 4 สปีด และธรรมดา 5 สปีด ขนาดเครื่องยนต์ 3 ขนาด คือ 1800, 2000, 2200 ซีซี โฉมนี้วงการรถในไทยมักเรียกว่า "โฉมตากลม"


โตโยต้า เซลิก้า โฉมที่ 7


เซลิก้าโฉมที่ 7 มีรหัสตัวถัง T230 เริ่มต้นผลิตเดือนตุลาคม พ.ศ. 2542 ส่งเข้าตลาดแทนโฉมที่ 6 ในรุ่นปี พ.ศ. 2543
มีตัวถัง 1 รูปแบบ คือ liftback 3 ประตู ขนาดเครื่องยนต์ 1 ขนาด คือ 1800 ซีซี ยกเลิกตัวถังและเครื่องยนต์สำหรับขับเคลื่อนสี่ล้อ คงเหลือแต่ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า
ระบบเกียร์ 3 ระบบ คือ อัตโนมัติ 4 สปีด, ธรรมดา 5 สปีด และธรรมดา 6 สปีด
รุ่นปีสุดท้ายของรถตระกูลเซลิก้า คือ รุ่นปี พ.ศ. 2548 ก่อนจะถูกโตโยต้าสั่งปิดตัวการผลิตรถตระกูลเซลิก้าลงในวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2549

วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ประวัติความเป็นมาของ Mercedes Benz

 Mercedes Benz มีจุดเริ่มต้นเป็นยังไง ประวัติความเป็นมา


คาร์ล เบนซ์ และกอตต์ลีบ เดมเลอร์ คือผู้บุกเบิกแห่งโลกยนตรกรรมทั้งคู่เป็นนักประดิษฐ์ และพัฒนายานยนต์ ในช่วงทศวรรษที่ 1920 ได้ร่วมกิจการเป็นบริษัทเดมเลอร์-เบนซ์ เอจี(Daimler-Benz AG) ผู้ผลิตรถคุณภาพในนามเมอร์เซเดส-เบนซ์



        กอตต์ลีบ เดมเลอร์ คือผู้นำระบบสันดาปภายในมาสนองวิสัยทัศน์แห่งการขับขี่ขนส่งโดยเริ่มทดสอบเครื่องยนต์พลังสูงเครื่องแรกของโลกในปี 1883 สองปีต่อมาเขาได้ผลิตจักรยานยนต์คันแรกของโลกโดยติดตั้งเครื่องยนต์เข้ากับจักรยานอีกสามปีต่อมา เขาได้ติดตั้งเครื่องยนต์ดังกล่าวเข้ากับตัวรถม้านับเป็นรถยนต์สี่ล้อคันแรกในชีวิตนักประดิษฐ์ของเขา

        คาร์ล เบนซ์ เลือกเส้นทางยนตรกรรมที่แตกต่างจาก เดมเลอร์ เขาถือว่าการสร้างรถยนต์จะต้องอาศัยหลักการที่แตกต่างจากระบบรถเทียมม้าโดยสิ้นเชิงด้วย เหตุนี้เขาจึงออกแบบยานยนต์ให้มีสามล้อติดตั้งเครื่องยนต์หนึ่งสูบในแนวนอน และได้จดทะเบียนสิทธิบัตร เมื่อวันที่ 19 มกราคม ค.ศ. 1986 จำนวนรถที่ผลิตจากโรงงานของเขาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อรถรุ่น "เวโล(velo)" เริ่มปรากฏโฉมโดยระหว่างปี 1894 ถึง 1901 ผลิตได้ถึง 1,200 คัน อาจกล่าวได้ว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์

ศาสตร์ และศิลป์แห่งยนตรกรรม

        เกียรติประวัติอันยาวนานได้พิสูจน์ว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ ไม่ได้เป็นแค่พาหนะใช้งาน แต่เป็นผลึกความคิดซึ่งตกทอดมาจากรถคันแรกที่ใช้ชื่อ "เมอร์เซเดส" เมื่อ ค.ศ. 1900 ซึ่งมีรูปลักษณ์อันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับบรรดา "รถม้าที่ไม่ใช้ม้าลาก" ในยุคนั้นกล่าวคือ มีเครื่องยนต์ติดตั้งด้านหน้า บังคับถอยหลังได้ ติดกระจังหม้อน้ำแบบรวงผึ้ง มีกลไกเปลี่ยนเกียร์ดรัมเบรก และแกนพวงมาลัยแนวเฉียง นวัตกรรมเหล่านี้ คือคุณลักษณะที่โดดเด่นมาจนถึงวาระแห่งการเปิดศักราชเครื่องยนต์พลังงานสูงในปี 1921 ด้วยฝีมือสร้างสรรค์ของเฟอร์ดินาน พอร์ช และนับจากนั้นเป็นต้นมา เมอร์เซเดส-เบนซ์หลายรุ่นก็เรียงแถวออกมาเป็นดาวเด่นในวงการยานยนต์จนถึงปี 1952
ตำนานดาวสามแฉกในกรุงสยาม

        ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงสนพระทัยเรื่องรถยนต์เป็นอย่างมากจนกระทั่งในปี พ.ศ.2447 เสด็จกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ได้เสด็จไปรักษาพระองค์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้ทรงสั่งให้บริษัทเยอรมันในกรุงปารีส ประกอบรถยนต์เก๋งหนึ่งคัน ยี่ห้อเมอร์เซเดส รุ่น 28 hp 4 สูบ เครื่องยนต์ 35 แรงม้าหมายเลขแชสซี คือ 2397 และหมายเลขเครื่องยนต์ คือ 4290 และได้ทรงนำรถขึ้นทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นที่พอพระราชหฤทัยยิ่งนัก รถคันนี้ คือรถยนต์พระที่นั่งคันแรกในประวัติศาสตร์ไทย ต่อมาทรงเล็งเห็นว่ารถยนต์เพียงคันเดียวไม่เพียงพอที่จะใช้งานตามพระราชประสงค์ เนื่องจากพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้า และฝ่ายในหลายพระองค์ก็ทรงโปรดปรานรถยนต์กันทั้งนั้น จึงได้ตัดสินพระทัยซื้อรถยนต์พระที่นั่งอีกหนึ่งคัน และทรงเลือกเมอร์เซเดส-เบนซ์อีกครั้ง สั่งนำเข้าโดยตรงจากเยอรมนี เป็นรถเก๋งสีแดง รุ่นปี 2448 เครื่องยนต์สี่ลูกสูบขนาด 28 แรงม้า วิ่งเร็ว 73 กม. ต่อชั่วโมงซึ่งนับว่าเร็วมากในยุคนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนามแก่รถยนต์ว่า "แก้วจักรพรรดิ์"

        ด้วยศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยบริษัทเดมเลอร์ไครสเลอร์(ประเทศไทย) จำกัด จึงได้เข้ามาดำเนินกิจการในประเทศครอบคลุมทั้งการนำเข้า และประกอบรถยนต์ จัดจำหน่ายรถยนต์นั่งสาธารณะ และรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ดาวสามแฉก ได้มาส่องสกาวนำทางอยู่บนท้องถนนเมืองไทยนับเป็นเวลากว่า 100 ปี และได้รับความนิยมชมชื่นในฐานะรถคุณภาพชั้นนำที่รับใช้คนไทยมาหลายยุคสมัย จวบจนวันนี้ได้มีรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ โลดแล่นอย่างโดดเด่นเป็นสง่าทั่วประเทศไทยมาแล้วกว่า 100,000 คัน และเมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงก้าวไปอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อรักษาความเป็นผู้นำแห่งยนตรกรรมเลิศหรูในประเทศไทยอย่างแท้จริง

ขอบคุณบทความจาก http://www.vrclassiccar.com

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Ford Focus ST รีวิว สเปค ราคา


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ford.com

หลังจากที่เมื่อปีที่แล้ว ทาง Ford ได้เผยโฉมให้เห็นกับ ”Ford Focus ST” รุ่นปี 2013 กันแบบเต็ม ๆ แล้ว มาในปีนี้ Ford ก็เดินหน้าลุยอย่างเต็มตัว เพราะ ณ ขณะนี้ Ford Focus ST รุ่นปี 2013 พร้อมแล้วกับการเตรียมออกจำหน่ายใน 40 ประเทศทั่วโลก

Ford Focus ST 2013
สำหรับ Ford Focus ST 2013 นี้ จะมาพร้อมกับ 3 รุ่นย่อยคือ ST1, ST2 และ ST3 ทั้งแบบแฮทช์แบ็ค 5 ประตูและแบบเอสเตทที่จัดเต็มกับความสปอร์ตแบบไม่มียั้ง เริ่มตั้งแต่ส่วนของเครื่องยนต์ที่ใช้ EcoBoost 2.0 ลิตร Ti-VCT ทำกำลังสูงสุดที่ 250 แรงม้า กับอัตราเร่งจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่เวลา 6.5 วินาที ซึ่งส่งกำลังผ่านเกียร์แบบธรรมดา 6 สปีดที่ได้รับการปรับเซ็ทขึ้นมาใหม่

Ford Focus ST 2013
ถึงแม้ว่าเครื่องยนต์ดูจะแรงน่าดู แต่เรื่องของความปลอดภัยนั้น ทาง Ford เอง ก็ได้จัดการเรื่องนี้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการปรับอัตราทดพวงมาลัยขึ้นใหม่ เพื่อลดความเร็วเมื่อขับในทางตรง ตามด้วยระบบ ”Torque Vectoring Control” ที่ช่วยให้การเบรคของล้อทำได้ดีมากขึ้น และระบบควบคุมสเถียรภาพอิเล็กทรอนิกส์ (ESP) ที่มีให้เลือกใช้ 3 แบบ ทั้งการใช้งานตามปกติเพื่อเน้นการยึดเกาะถนน การใช้งานเฉพาะ ESP สำหรับเส้นทางที่จำเป็นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หรือจะเลือกปิดระบบนี้ไปเลยก็ได้ สำหรับคนที่อยากจะใช้สมรรถนะแบบไม่ยั้ง
มาดูในส่วนของการดีไซน์บ้าง อย่างที่บอกไปว่า Ford Focus ST 2013 เน้นในเรื่องของความเป็นลุคสปอร์ต ฉะนั้น ไม่ว่าจะภายในหรือนอก ก็จะมีดีไซน์ที่น่าสนใจมาก ๆ โดยภายนอกนั้น  ก็จะมีดีไซน์ตามแบบฉบับของ Ford แต่แฝงไปด้วยลูกเล่นมากมาย ตั้งแต่ส่วนกระจังหน้าที่เป็นแบบรังผึ้ง ไปยันท้ายรถที่ใช้ท่อไอเสียคู่ที่รับกันกับดีไซน์ทั้งหมด และล้ออัลลอยแบบ 5 ก้านขนาด 18 นิ้ว
ด้านภายใน สะดุดตาทันทีกับเบาะนั่งของ Recaro ที่กระชากอารมณ์ของความเป็นรถสปอร์ตแบบสุด ๆ อีกทั้งยังมีพวงมาลัย หัวเกียร์ และแป้นเหยียบที่ได้รับการดีไซน์ขึ้นใหม่ ตามด้วยหน้าจอบริเวณคอนโซลที่ผู้ขับขี่สามารถใช้งานได้ง่าย ๆ ด้วยระบบสั่งการด้วยเสียง และชุดเครื่องเสียงของ Sony กับลำโพงกว่า 10 ขุดที่มีอยู่กระจายทั่วห้องโดยสาร
ตามรายงานระบุว่า Ford จะส่ง Focus ST 2013 ออกจำหน่ายในช่วงเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ แต่ก็ยังไม่ทราบราคาที่แน่ชัดว่าทาง Ford ตั้งไว้ที่ค่าตัวเท่าไหร่ แต่จากการคาดการณ์ของกูรูรถยนต์หลาย ๆ คนมองว่า น่าจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 25,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 750,000 บาท ซึ่งก็แน่นอนว่า นี่เป็นราคาที่ยังไม่ได้รวมภาษีของแต่ละประเทศแต่อย่างใด